เตรียมพร้อมลูกน้อยสู่วัยเรียน

อาทิตย์หน้าก็จะเปิดเทอมกันแล้วนะคะ เชื่อว่าคุณแม่หลายๆท่านมีโรงเรียนในดวงใจให้ตัวเล็กกันแล้วหรือยังเตรียมๆอยู่สำหรับน้องๆที่เข้าเรียนปีหน้า ลองมาดูกันว่าเราจะเลือกโรงเรียนแบบไหนดีนะ และจะเตรียมรับมือพาเจ้าตัวเล็กออกสู่โลกกว้างยังไงดี

listen-2

theasianparent

โรงเรียนแบบไหนดีนะ

เดี๋ยวนี้มีโรงเรียนมากมายหลายแบบ ทั้งแบบสามัญ สองภาษา สามภาษา อินเตอร์ วิชาการ ทางเลือก และรูปแบบของทางเลือกเองก็ยังแบ่งไปได้อีกหลายๆแนว เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านต้องเคยผ่านอารมณ์มึนงงแบบนี้มาแล้วทุกคน เราอ่านหนังสือของคุณหมอพัฒนาการเด็กท่านนึงแล้วชอบมาก ท่านกล่าวว่า หลายคนมักพูดว่าอยากเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับลูก แต่ในความจริงแล้วเราจะรู้ได้จริงๆหรือว่าแนวไหนเหมาะกับเด็กอายุ 3 ขวบ ท่านแนะนำว่า ให้เลือกโรงเรียนที่เหมาะกันความเชื่อของพ่อแม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อแม่เชื่อว่าลูกควรไปโรงเรียนแล้วเรียนอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่อนุบาล ก็ควรหาโรงเรียนที่ออกแนววิชาการหน่อย ถ้าไปโรงเรียนแนวทางเลือกแล้วลูกอ่านไม่ได้ เขียนไม่เป็นก็จะมาจิตตกต้องพากันเปลี่ยนโรงเรียนระหว่างทางทำให้เด็กต้องปรับตัวหลายรอบ ในทางกลับกัน ถ้าพ่อแม่ชอบเห็นลูกทำกิจกรรม เล่น ประดิษฐ์ เชื่อในแนวทางเรียนรู้แบบองค์รวม ก็ควรหาโรงเรียนแนวทางเลือกหรือเตรียมความพร้อม และสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆของลูก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเชื่อในแนวทางไหน ก็จะสนับสนุนลูกในแนวทางนั้น ทำให้เด็กปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นได้ในที่สุด

TENBYPNG1

schoolmalaysia

เรื่องการเงินเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่จำเป็นต้องมีการวางแผนให้รอบคอบเพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาว ค่าใช้จ่ายในการไปโรงเรียนนั้น ไม่ได้มีเฉพาะค่าเทอม แต่ยังมีค่าหนังสือ ค่าชุด ค่ากิจกรรมทางสังคมต่างๆ ซึ่งรวมๆกันแล้วไม่น้อยเลยทีเดียว ครอบครัวที่มีลูกมากกว่า 1 คน ควรคิดถึงค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมลูกทุกคนแบบเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการต้องเลือกว่าส่งพี่แต่ส่งน้องไม่ได้ที่โรงเรียนเดียวกันและเกิดความขุ่นข้องหมองใจกันภายหลัง

2-cost-raising-childpiggy-bank_1

america.pink

สำหนับเด็กเล็กนั้น นักพัฒนาการเด็กแนะนำว่า ควรหาโรงเรียนที่ใกล้บ้านเป็นหลัก เพื่อให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และ ไม่ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากจนเกินไปค่ะ

เปิดเทอมวันแรก

ในยุคนี้เด็กๆเข้าเรียนไวกว่าสมัยก่อน เตรียมอนุบาลเริ่มตั้งแต่ 2 ขวบ และ อนุบาล 1 เริ่ม 3 ขวบขึ้นไป เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่กลัวการพลัดพราก (separation anxiety) ถ้าเป็นเด็กที่อยู่กับบ้านมาตลอด การจากบ้านและคนคุ้นเคยไปครั้งแรกย่อมเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวของเค้า เท่าที่เห็น เด็กทุกคนจะร้องไห้ มากน้อยต่างกันไปตามพื้นฐานอารมณ์และนิสัยของเด็ก ตามผลวิจัยบอกว่าเป็นเรื่องปกติที่กับเด็กๆอายุตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 4-5 ขวบ ฉะนั้นผู้ปกครองควรจะเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม อย่ากังวลมากจนเกินไปกับการที่ลูกๆร้องไห้กระจองอแงในวันแรกๆ ซักพักเด็กๆจะปรับตัวได้เอง ส่วนจะพักใหญ่แค่ไหนขึ้นอยู่กับแต่ละคน คุณครูอนุบาลบอกว่าสามารถยาวนานได้เป็นเดือนค่ะ บางรายหยุดไปกลับมาก็ร้องใหม่

sad-child

shizzledizzlemagic

ในฐานะพ่อแม่ เราจะช่วยให้เด็กๆพร้อมกับการไปโรงเรียนให้เร็วที่สุดได้ยังไงดี เอาทิปเล็กๆน้อยๆที่ตามที่อ่านจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ คุยกะคุณครู และประสบการณ์ส่วนตัว มาฝากนะคะ

  • อย่าหนีไป ลาให้เรียบร้อย บอกให้เข้าใจว่ามาโรงเรียนทำไม อยู่นานแค่ไหน จะมารับกี่โมง ให้เค้ามั่นใจว่าไม่ได้โดนทิ้ง

  • ส่งให้เสร็จแล้วไปเลยค่ะ อย่าอ้อยอิ่งแอบดู ให้ลูกเห็น ลูกจะพะว้าพะวัง ไม่ยอมไปอยู่กะคุณครู ร้องจะกลับบ้าน

  • มารับให้ตรงเวลา โดยเฉพาะช่วงแรกๆ สำคัญมากๆ

  • อย่าเอาการไปโรงเรียนเป็นคำขู่ เช่น ถ้าดื้อแม่จะไปปล่อยโรงเรียนไม่ให้อยู่บ้านแล้ว

ไปโรงเรียนอย่างมีความสุข

สิ่งแรกที่พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยได้คือการเตรียมความพร้อม เพื่อช่วยลดการกังวลใจให้ลูกๆ ช่วยกันจัดของ พูดคุยกับลูกถึงกิจกรรมที่จะทำในโรงเรียนในวันต่อไป ใช้เวลาในตอนเย็นถามถึงเรื่องที่ลูกไปเจอมา หาเวลาทำความรู้จักกับคุณครูและเพื่อนๆของลูก เราเคยอ่านเจอว่ายิ่งเรารับรู้เรื่องราวที่ลูกไปเจอมากแค่ไหน และสามารถคุยกับเค้าแบบเข้าใจกันจริงๆ เช่นรู้จักชื่อเพื่อนสนิทของเค้า กิจกรรมหรือวิชาที่เค้าชอบที่โรงเรียน ลูกจะรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นส่วนนึงของชีวิตประจำวันที่สามารถมาพูดคุยกับพ่อแม่ได้แม้ว่าจะไม่ได้ไปอยู่ด้วยกัน

scholastic_early_english_banners_02

scholastic

วันกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนเป็นวันที่ลูกๆตั้งตารอคอยให้พ่อแม่ไปร่วมงาน อันนี้เพิ่งรู้จากคุณครูเหมือนกันว่า เด็กเล็กๆเค้าจะดูเทียบกะเพื่อนๆ เราเข้าใจและเห็นใจผู้ปกครองที่ไม่ว่างจริงๆ หรือเด็กที่ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่นะคะ เรื่องนี้เป็นดาบ 2 คม ถ้าอยู่ในโรงเรียนที่มีกิจกรรมซะแล้ว ก็อาจจะหาตัวแทนที่เด็กๆสนิทสนมอยู่แล้วไปร่วมงานค่ะ แต่ถ้าไม่ชอบและไม่สะดวกใจจริงๆควรจะต้องคิดถึงประเด็นนี้ด้วยตั้งแต่การเลือกโรงเรียนเลยทีเดียว เด็กๆยังไม่เข้าใจการที่ตัวเองไม่เหมือนเพื่อนเท่าไหร่ อย่างตัวเราเองก็ไม่สามารถไปรับลูกได้ เป็นคนเดียวในห้องที่ขึ้นรถโรงเรียน เราใช้วิธีคุยกับเค้าว่าแม่ไปส่งได้ และจะไปรับเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่แม่จะไปร่วมกิจกรรมทุกอย่างที่โรงเรียนมี คุยกับเค้าแต่แรกให้เข้าใจก็ลดการงอแงรายวันไปได้เยอะทีเดียวค่ะ

เมื่อลูกไม่อยากไปโรงเรียน

แม้จะพยายามสร้างบรรยากาศแค่ไหน หรือลูกจะเป็นเด็กขยันเพียงใด ก็คงมีวันที่ไม่อยากไปโรงเรียนกันบ้าง เหมือนๆกับที่เรายังมีวันเบื่อการไปทำงานบ่อยๆ จริงมั้ยคะ? คุณพ่อคุณแม่ต้องประเมินดูว่าเป็นแค่การงอแงปกติ ไปถึงโรงเรียนก็หาย เป็นเฉพาะหลังวันหยุด หรือเป็นติดต่อกัน ยิ่งถ้าลูกเป็นเด็กที่ไม่เคยมีปัญหาเลย แล้วอยู่ๆมีอาการไม่อยากไปโรงเรียน มันน่าจะมีสาเหตุ ลองสอบถามและสังเกตดูเพื่อช่วยลูกแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเป็นเรื่องเรื้อรังนะคะ

804fe93b9813ec28c335111da2a74d59

อย่างลูกคนโตของเรา มีช่วงนึงกังวลกับการไปโรงเรียนเช้ามากๆ ซึ่งปกติก็ไปทันเข้าแถวก่อน 10-15 นาทีอยู่แล้ว แต่จู่ๆลูกก็บอกยังไม่พอจะต้องไปเร็วกว่านี้อีก เราไปเช็คกะคุณครูก็ไม่ได้มีคำสั่งอะไรพิเศษ คุยกันไปมา สรุปว่ามีเพื่อนบอกว่าถ้ามาสายกว่าเค้าจะโดนเขกหัว เราก็เลยสอนลูกไปว่าถ้าหนูไม่ชอบก็บอกเพื่อนไปนะครับว่าเราไม่ชอบ อย่าทำอีก วันรุ่งขึ้นเราเลยตามแอบไปดู พอไปถึงลูกเดินหน้าเจื่อนไปเลยและเพื่อนก็มาเขกหัวจริงๆ เราเลยสะกิดๆ ข้าวปั้น (ลูกชาย) มีอะไรจะบอกเพื่อนครับ ลูกเราก็อ้ำๆอึ้งๆบอกไปในที่สุด เพื่อนของลูกก็งงๆนิดนึง เราก็เลยบอกเค้าไปดีๆว่าไม่เล่นแบบนี้นะลูกนะ หนูไปเขกหัวข้าวปั้นทำไมล่ะครับ ปรากฎว่าเป็นเพราะเค้าอยากให้มาเล่นกะเค้าแต่เช้าเพราะสนิทกันมาก เมื่อพูดคุยกันแล้วก็เข้าใจกันดี happy ending ไม่ได้มีปัญหาอะไรอีก

เรื่องนี้สอนเราเลยค่ะว่าเมื่อเด็กมีปัญหาอะไรกันผู้ใหญ่ควรทำความเข้าใจและช่วยให้เค้าไกล่เกลี่ยกันเอง ยอมรับนะคะว่าได้ยินเรื่องตอนแรงก็มีเคืองเล็กน้อย แต่เนื่องจากเรารู้จักเพื่อนของลูกและรู้ว่าไม่ใช่เด็กเกเร มันต้องมีสาเหตุ และก็เป็นจริงอย่างที่คิด ทั้งนี้ทั้งนั้นบางครั้งก็มีกรณีที่โดนเด็กเกเรแกล้งจริงๆ ซึ่งต้องให้แจ้งให้คุณครูจัดการค่ะ ส่วนกรณีที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียนเนื่องจากถูกคุณครูดุหรือทำโทษ อันนี้คุณพ่อคุณพ่อคงต้องใช้วิจารณญาณว่าการลงโทษนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ และจะหาทางออกอย่างไรที่ปกป้องลูกแต่ก็ไม่ใช่ให้ท้ายลูกจนเกินไป

 

 

 

 

About The Author

Nuch
Contributor

นุชเป็นคุณแม่ลูกสอง ผู้มีความสุขกับการดูแลครอบครัว ดูแลตัวเอง และทำงานไปพร้อมๆกันอย่างมีคุณภาพ เราเป็นผู้หญิงธรรมดาๆที่มีความฝันในวัยเด็กที่อยากโตมามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มีครอบครัวเล็กๆ มีงานการมั่นคงทำ แต่เมื่อโตมาถึงรู้ว่า ชีวิตมีมิติอันหลากหลายกว่านั้น ทุกคนมีชีวิตที่ดีได้ในแบบของตัวเอง เราเชื่อในพลัง ความสามารถของทุกคน เราเคารพทุกการตัดสินใจและไม่นิยมการตัดสินใครด้วยมาตรฐานของตัวเอง ความฝันในวันนี้คือการเรียนรู้โลกกว้าง มีความสุขแบบง่ายๆ สร้างความสุขและ ประโยชน์ให้คนรอบข้าง งานเขียนนี้เป็นจุดเริ่มนึงที่อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆผู้อ่าน เพื่อให้เกิดสังคมเรียนรู้ และถกเถียงกันเพื่อการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นงานเขียนของเราจะไม่ใช่แนวแม่หรือผู้หญิงดีเด่น แต่จะเป็นผู้หญิงคนนึงที่มีทั้งสุข เศร้า ท้อ แต่พยายามพํฒนาตัวเองและทำทุกวันให้ดีที่สุด

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published.