สวัสดีค่ะ คุณแม่ยังสาวหรือคุณแม่ทุกๆคน ที่อาจกังวลเรื่องการเรียนของลูกน้อย โดยเฉพาะเรื่องภาษา ในตอนนี้ถือว่าภาษาอังกฤษนี่ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาต่างชาติภาษาที่ 2 ที่ถ้าพูดเป็นก็ดีอีกต่อไปแล้ว แต่ถือได้ว่าเป็นภาษาที่สองที่จำเป็นในยุค Open economy แบบปัจจุบันที่สนามแข่งคือสนามโลกไม่ใช่เพียงแค่สนามประเทศอีกต่อไป

ภาษาอังกฤษถือว่าเป็น Must-have ไม่ใช่ nice-to-have อีกต่อไป

เมื่อลูกโตขึ้นจำเป็นที่ต้องใช้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะการเรียนต่อในระดับสูง การทำงาน หรือมันจะกลายเป็นสกิลการเอาตัวรอดของลูก ซึ่งคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกเก่งและภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะฉะนั้นอยู่ที่ตัวคุณแม่แล้วว่าพร้อมที่จะพัฒนาไปพร้อมๆกับลูกหรือเปล่า? (การคิดจะทำเพื่อคนอื่นจะทำให้เราได้พัฒนาตัวเองในด้านนั้นๆด้วยค่ะ)  แล้ววันนี้เรามีวิธีและแนวคิดที่ทำสำเร็จมาแล้วจริงๆในการฝึกให้ลูกเป็นเด็ก  2 ภาษา ไปดูกันเลยว่าคุณแม่ต้องเริ่มจากตรงไหน

#กฎเหล็กเลยคือ ห้ามแปลไทย

การให้ลูกเรียนรู้ภาษาโดยการแปลเป็นไทยทุกคำ จะทำให้ลูกรอการแปลตลอดเวลา และใช้ภาษาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ โดยอาจจะยังคิดเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยแปลเป็นภาษาอังกฤษในหัว การที่คุณพ่อหรือแม่พูดภาษาอังกฤษกับลูกและใช้เหตุการณ์หรืออิริยาบถในการอธิบายคำภาษาอังกฤษนั้นๆ จะทำให้ลูกค่อยๆซึมซับและใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องมานั่งแปลในหัวอีกต่อไป

13ฟห

 

 

#เน้นฟังและพูด

การเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างชาติในอดีตของโรงเรียนไทยมักจะเน้นการเขียนหรือการใช้ไวยกรณ์ให้ถูกต้อง เน้น Grammar หรือ Comprehension ซึ่งคือการอ่านเขียนมากกว่าการฟังหรือพูด เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ว่า ห้องเรียนของไทยมีนักเรียนมากถึง 50-60 คนในบางโรงเรียน การจะให้มานั่งฟังพูดได้ครบทุกคนก็อาจจะเป็นไปได้ยาก…

แต่การเรียนภาษาที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้นควรอาศัยการเรียนแบบ Immersive หรือ การเอาตัวเราเข้าไปในสถานการณ์นั้นๆที่มีการใช้ภาษาจริงๆ แต่เนื่องจากลูกน้อยของเราไม่สามารถไปเรียนต่างประเทศได้ตลอดเวลา ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย การเน้นให้เรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างชาติจากการพูดหรือฟังจึงมีความสำคัญมาก การเรียนจากการพูดฟังจะทำให้การใช้ภาษามีความเป็นธรรมชาติมากกว่าการท่องจำไวยกรณ์ และส่งเสริมให้ใช้ภาษาได้เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น

หากไม่มีครูต่างชาติเจ้าของภาษามาพูดให้ฟัง ก็ควรเน้นให้ฟังคุณพ่อคุณแม่พูดก่อน เพราะฉะนั้นคุณผู้ปกครองต้องฝึกและพัฒนาตัวเองโดยเฉพาะเรื่องการออกเสียงให้ชัดเจน เพราะลูกอยู่ใกล้ชิดผู้ปกครองมากที่สุด เด็กจะซึมซับสิ่งจากในบ้านไปโดยธรรมชาติ

2

#ใช้ความสนุกสนานในการสอน

ไม่ควรเริ่มจากเรียนเรื่องที่เคร่งเครียดอย่างเช่นการอ่านจาก textbook หรือ ทำแบบฝึกหัด แต่ควรเริ่มจากนิทาน สิ่งบันเทิงต่างๆ หรืออาจจะเป็นเรื่องเบาสมอง เพื่อไม่ให้ลูกมีอคติกับภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างขาติ และสนุกสนานเพลิดเพลิน จนลูกอยากทำมันทุกวันจนเป็นธรรมชาติ

หนึ่งเทคนิคคือคุณแม่อาจจะให้เรื่องบันเทิงของคุณลูกเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างชาติทั้งหมดจนเวลาเจ้าตัวเล็กอยากหาอะไรสนุกๆทำก็นึกถึงการอ่านหนังสือ ดูการ์ตูน  ดูวีดีโอ เล่นเกมภาษา หรือระบายสมุดระบายสีภาษาต่างชาติ และเป็นการเรียนรู้ภาษาไปในตัว

-

#ถ้าโตขึ้น ดูหนังหรือฟังเพลงต่างชาติ

ถ้าให้เริ่มดูเลยตอนที่ยังเด็กเกินไป ลูกจะไม่เข้าใจและจะทำให้ไม่ชอบภาษาอังกฤษไปเลย เมื่อภาษาของลูกน้อยเริ่มพัฒนาเพียงพอแล้ว ก็เริ่มให้เสพย์สื่อนอกไปเลยค่ะ อาจจะเริ่มจากการดูภาพยนตร์การ์ตูนแบบไม่ต้องพากย์หรือบรรยายไทย แล้วขยับมาเป็นหนังสำหรับเด็ก ไปจนถึงหนังครอบครัวที่มีการใช้รูปประโยคที่ยากขึ้นให้ลูกได้เริ่มจากการใช้ประโยคง่ายๆและใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ค่ะ

4

#คุณแม่พูดภาษาหนึ่ง คุณพ่อพูดอีกภาษาหนึ่ง

หนึ่งในความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับเรื่อง bi-lingual child หรือเด็กที่พูดได้สองภาษาคือ การที่เด็กฟัง 2 ภาษาจะทำให้เด็กสับสนและเรียนรู้ที่จะพูดได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ อันนี้จริงๆแล้วเป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ มีการค้นพบว่าจริงๆแล้วเด็กสามารถบอกความแตกต่างของภาษาต่างๆได้ตั้งแต่ช่วงที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ส่วนภาษาที่คล้ายๆกันมากๆเช่น ภาษาอังกฤษและ Dutch หรือ ภาษาไทยหรือลาว ซึ่งอาจจะยากขึ้น เด็กๆก็สามารถแยกได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ ส่วนการที่เด็กๆ bi-lingual มักจะพูดภาษาปนๆกัน จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นอันตรายกับการเติบโตและพัฒนาการทางภาษาของเด็กแต่อย่างไร นักวิจัยทางภาษายืนยันว่าการใช้ภาษาปนกันจะหายไปเมื่อเด็กๆมีพัฒนาการทางภาษาและมีคำศัพท์เพียงพอให้อธิยายได้ดีพอทั้ง 2 ภาษา

การแยกบทบาทให้ชัดเจนว่าคุณพ่อพูดภาษาอะไร คุณแม่พูดภาษาอะไร จะช่วยทำให้ลูกซึมซับไปได้อย่างอัตโนมัติและมีการพัฒนาต่อไปทั้ง 2 ภาษา มีเด็กบางคนคุยกับแม่เป็นภาษาอังกฤษจนชิน ทำให้เวลาเถียงกัน แม้กระทั่งเวลาละเมอยังเป็นภาษาอังกฤษเลยค่ะ เรียกได้ว่า มันซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันแล้ว

6

#ต้องไม่ย่อท้อ มุ่งมั่น ฮึดสู้พัฒนาตัวเอง และลูกจะพัฒนาตามด้วย

ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะถ้าเราย่อท้อเมื่อไหร่ใจอ่อน พอลูกบอกว่าไม่อยากพูดภาษาต่างชาติ เอาที่สะดวกขอพูดเป็นภาษาไทยแล้วคุณแม่ก็ยอมแพ้ตามใจลูก ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้ว่าถ้าเค้าไม่ยอมขึ้นมาคุณแม่ก็จะใจอ่อน เพราะฉะนั้นต้องฮึดสู้ เพื่อลูกและเพื่อตัวเราเองด้วยค่ะ

Image result for asian mom headache

แต่ละวิธีที่เราแนะนำดูเหมือนทำง่าย แต่ทุกขั้นตอนต้องใช้ความเมตตาของคนเป็นแม่ ความอดทน และพัฒนาไปพร้อมๆกับลูก ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่ทุกคน มาสร้างให้ลูกเป็นเด็ก 2 ภาษาให้ได้

Photo Credit:  beetleenglish, pregnancysquare, fileszilla, zazana, coachtawatchai, ytimg, catdumb, verywell

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.