บทความนี้เราได้รวบรวมจากหนังสือเทคนิคการเลี้ยงลูก บทความจากคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก รวมไปถึงคอร์สอบรมการเลี้ยงลูกที่ได้ไปเข้ามา และที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ที่ได้ลองปรับใช้ และได้ผลจริง (ในวันที่ทำได้นะคะ ^^) เลยอยากเอามาแบ่งปันกันค่ะ จะว่าไปงานเลี้ยงลูกก็ไม่ต่างจากงานอื่น ที่ต้องมีการเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตัวเอง ถ้าเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองในด้านอื่นได้ ทำไมเราจะทำเรื่องสำคัญที่สุดแบบนี้ไม่ได้ จริงมั้ยคะ?

มนุษย์แม่

1. รู้จักลูกตัวเอง พัฒนาให้เต็มความสามารถ

เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานอารมณ์ติดตัวมา บางคนใจเย็น บางคนใจร้อน ขี้หงุดหงิด บางคนไม่ชอบคนเยอะๆและชอบทำอะไรคนเดียว (Introvert)  บางคนชอบพบปะสังสรรค์กับคนอื่น (Extrovert) พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรทำความเข้าใจตรงจุดนี้ และไม่เปรียบเทียบเด็กแต่ละคน กระตุ้นพัฒนาการเพื่อส่งเสริมสิ่งที่เค้าถนัดเพื่อเป็นจุดเด่น พร้อมปรับสิ่งที่เค้าไม่ถนัดไม่ให้เป็นปัญหาในการใช้ชีวิต เช่นถ้าพื้นฐานลูกเป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ควรส่งเสริมให้ลูกเริ่มทำกิจกรรมที่เค้าชอบกับคนกลุ่มเล็กๆ ชมเชยให้เค้าเกิดความมั่นใจ ค่อยๆให้กำลังใจและต่อยอดสู่กิจกรรมที่ใหญ่ขึ้น อย่าใช้วิธีดุว่าว่า “ทำไมถึงเป็นเด็กขี้ขลาดจัง” หรือพูดว่า “ดูซิเพื่อนคนนั้นซิยังทำได้เลย” เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกแย่ เมื่อได้ยินคำว่าแบบนั้นบ่อยๆจะเชื่อว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นจริงๆ (labelling)

ในเรื่องความชอบด้านต่างๆก็เช่นกัน เด็กสมัยนี้ถูกโปรแกรมให้เรียนเก่ง เล่นกีฬา เล่นดนตรี ศิลปะ เต้นบัลเล่ต์ ต่างๆนาๆจนแทบไม่เหลือเวลาว่างที่จะเล่นอิสระแบบเด็กๆ การเรียนเสริมทักษะนั้นเป็นสิ่งดี  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรเป็นสิ่งที่ลูกสนใจ และได้ใช้เวลาอย่างเหมาะสม เด็กควรมีเวลาว่างอยู่กับตัวเองและคิดหากิจกรรมเองบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเคยชินกับการถูกจัดให้ทำทุกอย่างตามตารางและขาดทักษะการจัดการกับชีวิตตัวเอง ลูกเรา 2 คนต่างกันมาก คนนึงขรึม ช่างคิด ชอบศิลปะ อยุ่ในกฎระเบียบ อีกคนร่าเริง ช่างพูด ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ตอนแรกๆเราก็ส่งทำกิจกรรมคู่เหมือนๆกันเพื่อความสะดวก ผลคือมีการอิดออดอย่างมากจากตัวเล็ก เราเลยเริ่มปรับให้เข้ากับแนวของแต่ละคน พบว่าทุกคนดูมีความสุขกับกิจกรรมของตัวเองมากขึ้นค่ะ

มนุษย์แม่

2. หาสมดุลระหว่างกฏเกณฑ์และความเข้าใจ

คนรุ่นก่อนส่วนใหญ่จะยึดหลักรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี มีความเชื่อที่ว่าควรเข้มงวด เด็กต้องทำตามที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่บอกให้ทำ ถ้าทำผิดก็ต้องถูกลงโทษจะได้เข็ดและไม่ทำอีก ส่วนพ่อแม่สมัยใหม่ก็จะมีแนวเลี้ยงลูกแบบเพื่อน มีอะไรคุยกันได้ พ่อแม่ลูกเท่าเทียมกัน สิ่งที่คุณหมอและนักพัฒนาการเด็กแนะนำคือใช้หลักการผสมผสาน เด็กต้องรับรู้ได้ถึงความรักและความอบอุ่นจากพ่อแม่ สัมผัส กอด หอมแก้ม สบตาพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ซักถามถึงเรื่องราวต่างๆในชีวิตของเค้า จะทำให้ลูกรู้สึกเป็นคนสำคัญของพ่อแม่ รู้สึกมีความไว้วางใจว่าเป็นที่รักซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กสุขภาพจิตดี รู้จักผิดชอบ ไม่ทำผิดแม้จะไม่มีใครรู้เห็น กล้าที่จะเล่าเรื่องต่างๆให้พ่อแม่ฟัง และเป็นโอกาสที่พ่อแม่จะชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้กับลูก ในขณะเดียวกันพ่อแม่ยังต้องคงสถานะการเป็นผู้ปกครอง ทำให้เด็กรักและเคารพ

เด็กต้องรู้จักหน้าที่และมีระเบียบวินัย มีข้อตกลงที่ชัดเจนในบ้าน เมื่อทำผิดพ่อแม่ต้องตักเตือนถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรทำพร้อมทั้งเหตุผล โดยไม่ใช้คำด่าว่ารุนแรง ลูกควรเห็นพ่อแม่เป็นฮีโร่ เมื่อพูดบอกอะไรเค้าจะได้เชื่อเพราะอยากทำตามจริงๆ อยากเป็นอย่างนั้น ไม่ได้เพราะความกลัว เรียกได้ว่าพ่อแม่ยุคนี้ควรมีทั้งพระเดชและพระคุณ รับฟังลูกๆและทำความเข้าใจในมุมมองของเค้า หาข้อตกลงที่เหมาะสมร่วมกัน เช่น ตกลงกันว่าจะเล่นได้อีกกี่นาทีก่อนไปกินข้าว อาบน้ำ ไปเที่ยวแต่ไม่ซื้อของเล่นห้ามงอแง  ไม่ควรตามใจลูกไปทุกอย่าง จนกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจและรู้สึกว่าตัวเองเป็นใหญ่ในบ้าน ไม่ต้องฟังใครแม้แต่พ่อแม่ แบบนี้อันตรายมากเมื่อโตขึ้น เพราะจะยิ่งปรับเปลี่ยนยากนะคะ

มนุษย์แม่

3. ฝึกตัวเองก่อนฝึกลูก

เด็กเป็นเหมือนเงาสะท้อนของผู้เลี้ยง หลักง่ายๆคือถ้าอยากให้ลูกเป็นยังไง ก็ให้ปฏิบัติกับเค้าแบบนั้น ถ้าเราขึ้นเสียงตวาดลูกบ่อยๆก็ไม่แปลกเลยที่ลูกจะอารมณ์ฉุนเฉียวหรือกรี๊ดเวลาไม่พอใจ เรื่องนี้เรามีประสบการณ์ส่วนตัวชัดเจน ลูกคนเล็กของเราเป็นคนพื้นอารมณ์แรง พอมีอะไรไม่ถูกใจจะโวยวายสุดๆ เนื่องจากคนพี่เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ตอนเราเจอคนน้องกรี๊ดๆนี่ยิ่งหงุดหงิดมากค่ะ ทำให้เผลอขึ้นเสียง หลุดตวาดลูกไปบ่อยๆ และผลคือลูกก็ยิ่งเสียงดังขึ้นอีก เป็นวงจรที่น่าปวดหัวต่อตัวเองและผู้พบเห็นสุดๆ พอได้มาอ่านหลายๆบทความและจากที่เข้าอบรมเทคนิคเลี้ยงลูกเชิงบวก และลองเอามาฝึกใช้ ปรากฎว่าสถานการณ์ดีขึ้นมากค่ะ มีคนชมว่าลูกอารมณ์ดีน่ารักจัง โอ้ว!!! สำหรับเราคำนี้น่าปลื้มกว่าชมว่าลูกเก่งอีกนะคะ วิธีที่เราใช้คือพอลูกเริ่มจะหงุดหงิด ขั้นแรกเราต้องไม่หงุดหงิดตาม สุดลมหายใจเข้าลึกๆ มีสติคิดว่าเราต้องรับมือให้ได้แบบไม่โกรธ แล้วคุยกะลูกด้วยเสียงปกติ บอกให้ลูกรู้ตัวว่าเค้ากำลังโกรธใช่มั้ยครับ/คะ โกรธได้แต่เราไม่ทำร้ายตัวเอง/คนอื่น ไม่เสียงดัง ฝึกให้เค้าควบคุมอารมณ์ตัวเองจะโดยการหายใจเข้า  ออกลึกๆ นับเลข 1-10 หรือแยกไปสงบคนเดียว พอดีขึ้นแล้วเราจะคุยกัน แม่อยู่ตรงนี้รอคุยกะลูกเสมอ เราจะแก้ปัญหาด้วยกัน แต่ถ้าลูกไม่เงียบเราจะคุยไม่รู้เรื่อง ทำแบบนี้วนๆไปค่ะ ซักพักลูกจะเริ่มเรียนรู้และดีขึ้นเองอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

เรื่องการเป็นแบบอย่างเพื่อให้ลูกทำตาม (modelling) สามารถใช้ได้กับการสอนเรื่องอื่นๆ เช่น การเป็นระเบียบในบ้าน การใช้เงิน ความรับผิดชอบ หรือเรื่องง่ายๆอย่างการพูด เช่น พ่อแม่พูดเพราะ ลูกได้ยินบ่อยๆก็จะทำตามไปเอง และก็ระวังพวกประโยคติดปากพวก “จะไม่รักแล้ว” “เด็กอะไรดื้อจริงๆ” “นิสัยแบบนี้เอามาจากไหน” พ่อแม่มักเผลอพูดไปโดยไม่คิดอะไรมาก แต่เด็กๆจำเก่งค่ะ เราเคยเจอลูกพูดตามว่าไม่รักแม่แล้ว จุกไปเลย หลังจากนั้นเลิกคำพูดพวกนี้เลยค่ะ คิดไว้เสมอว่าอยากให้ลูกเป็นยังไง ทำให้เค้าดู และพาเค้าทำไปเรื่อยๆจนเป็นนิสัยนะคะ

มนุษย์แม่

4. กระตุ้นการคิดแทนการบอก

มีสุภาษิตฝรั่งว่า “Tell me, and I will forget. Show me, and I may remember. Involve me, and I will learn” ข้อนี้มาจากหลักการเดียวกันค่ะ เคยไม๊คะเวลาเราบอกให้ลูกทำอะไร บอกแล้วบอกอีก บอกซ้ำๆทุกวัน แต่ลูกก็ไม่ทำตามซักที น่าหงุดหงิดใจซะเหลือเกิน ลองคิดเทียบกับผุ้ใหญ่ก็คงเหมือนกับเวลามีใครมาบอกให้เราทำอะไร แต่มันไม่ได้อิน บอกทีก็ทำที และก็ลืม เทคนิคการทำให้มีส่วนร่วม จะทำให้รู้สึกเป็นเจ้าของ (owner) และเกิดความรับผิดชอบในสิ่งนั้นๆ ตัวอย่างที่เราใช้กับลูกคนโตเรื่องการจัดของไปโรงเรียน ตอนแรกๆแม่คอยควบคุม บอกทุกวันให้จัดของ แต่ก็ยังไม่ลืมนู่นลืมนี่ พอลืมแม่บ่นแต่ก็สงสารลูก และพยายามหาของที่ลืมมาให้ ซื้อใหม่บ้าง ตามเอาไปให้บ้าง แล้วเราก็มาคิดว่าการทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ลูกเรียนรู้ เลยตัดใจในวันที่ลูกลืมหมวกลูกเสือ เราบอกเค้าว่า แม่รู้ว่าลูกกลัวคุณครูดุ แต่ลูกลืมไปแล้ว เราจะทำยังไงกันดี ตอนแรกลูกก็บอกว่าแม่เอาไปให้ได้ไม๊ เราบอกว่าไม่ได้ครับ แม่ต้องไปทำงาน ลูกเลยบอกว่างั้นจะไปบอกครูว่าลืม พอตอนกลับมา เราถามอีกว่าเป็นยังไงบ้าง เค้าบอกยิ้มๆว่าบอกคุณครูและคุณคุณให้กระโดดตบ คุณครูบอกว่าถ้าลืมอีกจะให้วิ่งรอบสนาม ข้อดีคือลูกรู้จักเรียนรู้ และไม่ลืมอีกเลย

มนุษย์แม่

5. หัดให้ช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบตามวัย

เด็กๆควรได้รับการฝึกให้รู้จักหน้าที่ รู้จักช่วยเหลือตัวเองตามวัย เริ่มจากเรื่องง่ายๆเกี่ยวกับตัวเค้าเอง อย่างกินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว เก็บของเล่น พอเริ่มโต ก็ควรเริ่มให้มีหน้าที่รับผิดชอบในบ้าน ทำให้เค้าเข้าใจว่าทุกคนอยู่ร่วมกันมีหน้าที่ บทบาทที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เราบอกลูกบ่อยๆว่าบ้านนี้เป็นบ้านของทุกคน ไม่ใช่ของแม่คนเดียว ลูกอยากมีบ้านที่สวยงามไม๊ครับ? ลูกๆพยักหน้ากันหงึกหงัก เราเลยถามต่อ (อันนี้บวกเทคนิคข้อบนมาใช้ด้วย) งั้นลูกคิดว่าจะช่วยแม่ทำอะไรดีเพื่อให้บ้านเราสวยงาม น่าอยู่ คนนึงอยากรดน้ำต้นไม้ คนนึงอยากช่วยเก็บใบไม้ เป็นสิ่งเล็กๆแต่เพราะเค้าเลือกที่จะทำเอง เค้าจะทำด้วยความรู้สึกสนุก

มนุษย์แม่

ในวันนี้ไม่ได้บอกว่าสำเร็จแล้วและฉันเป็นแม่ที่เพอร์เฟค แค่ทำได้ดีขึ้นและเห็นลูกพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นก็ดีใจมากแล้ว ยังคงทำได้บ้างหลุดบ้าง และกลับมาสู้ใหม่ วนเวียนไปทุกวัน อยากมาแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆพ่อแม่ทุกท่าน เรามาสู้ไปด้วยกันนะคะ

credit photo : ArchitectureArtDesigns, mamaexpertrakluke, wildflowersphotos.com, theasianparent

About The Author

Nuch
Contributor

นุชเป็นคุณแม่ลูกสอง ผู้มีความสุขกับการดูแลครอบครัว ดูแลตัวเอง และทำงานไปพร้อมๆกันอย่างมีคุณภาพ เราเป็นผู้หญิงธรรมดาๆที่มีความฝันในวัยเด็กที่อยากโตมามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มีครอบครัวเล็กๆ มีงานการมั่นคงทำ แต่เมื่อโตมาถึงรู้ว่า ชีวิตมีมิติอันหลากหลายกว่านั้น ทุกคนมีชีวิตที่ดีได้ในแบบของตัวเอง เราเชื่อในพลัง ความสามารถของทุกคน เราเคารพทุกการตัดสินใจและไม่นิยมการตัดสินใครด้วยมาตรฐานของตัวเอง ความฝันในวันนี้คือการเรียนรู้โลกกว้าง มีความสุขแบบง่ายๆ สร้างความสุขและ ประโยชน์ให้คนรอบข้าง งานเขียนนี้เป็นจุดเริ่มนึงที่อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆผู้อ่าน เพื่อให้เกิดสังคมเรียนรู้ และถกเถียงกันเพื่อการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นงานเขียนของเราจะไม่ใช่แนวแม่หรือผู้หญิงดีเด่น แต่จะเป็นผู้หญิงคนนึงที่มีทั้งสุข เศร้า ท้อ แต่พยายามพํฒนาตัวเองและทำทุกวันให้ดีที่สุด

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published.