“…ดอกไม้มีหนามแหลม               มิใช่แย้มคอยคนชม

บานไว้เพื่อสะสม                         ความอุดมแห่งผืนดิน”

อ่านทีไรก็ชอบจัง บทกวี “อหังการของดอกไม้” ของคุณจีรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ที่เป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนของประเทศไทย ชื่อก็เท๊เท่ แหม… อหังการของดอกไม้ อ่านเผินๆแล้วเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าใจยากนะคะ แต่ที่จริงแปลได้ง่ายๆว่า ผู้หญิงเราไม่ได้เกิดมานั่งสวยๆให้คนเชยชม แต่สามารถปกปักรักษาสถาบันที่อยู่รอบตัวเราได้เหมือนกัน ฟังแล้วทำให้ลูกผู้หญิงคนนึงรู้สึกฮึกห้าวเหิมหาญอย่างบอกไม่ถูก ผู้หญิงสมัยใหม่ที่เราเห็นและเป็นอยู่นี้ เราต่างเชื่อกันว่าพลังสิทธิสตรีเป็นเหมือนพันธะสัญญาว่าเผ่าพันธุ์ผู้หญิงของเราจะไม่ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ก้นครัว หุงหาอาหาร ไกวเปลเห่เด็ก และปรนนิบัติพัดวีสามีและแม่สามีตลอดไป เรามีสิทธิและเสรีภาพไม่แพ้ผู้ชายเลยทีเดียว

2 gender equality

credit: Posterfortomorrow

หากจะพูดถึงเรื่องสิทธิสตรีในสังคมปัจจุบัน หลายคนคงบอกว่า “เฮ้ย เรามีแล้วหนิ เท่าเทียมกันดี ผู้หญิงก็ออกมาทำงานนอกบ้าน หาเงินใช้เอง เป็นผู้บริหารระดับสูงกันเยอะแยะไป แม้แต่รปภ.ยังเป็นผู้หญิงเลย เพราะฉะนั้นเราไม่มีปัญหาสิทธิสตรีหรอก อันนั้นมันยุคเก่าแล้วมั้ง” แต่ที่จริงแล้วปัญหาสิทธิสตรีมันยังมีอยู่นะคะ เพียงแต่อยู่ในระดับที่ลึกลงไป ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการลงสมัครผู้แทน หรือสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเหมือนที่ทุกคนเข้าใจกัน ภาพเหล่านี้ฉายสิทธิของผู้หญิงที่พึงมีเท่าเทียมผู้ชายให้เราเห็น ให้เราได้พอใจกันแบบผิวๆ เท่านั้น ถ้าไม่เชื่อ ลองคิดดูสิ ว่ารอบตัวมีคนพูดบ่นเรื่องแบบนี้กันมั้ย

“ชั้นก็ทำงานเหนื่อยกลับมานะ ทำไมกลับบ้านมายังต้องทำงานบ้านแล้วปรนนิบัติสามีอีก”

“ให้อยู่ก้นครัวแบบนี้ไม่ไหวหรอกนะ ยุคนี้แล้ว คนเป็นภรรยาไม่ต้องมาทำอะไรแบบนี้แล้ว”

เรื่องใกล้ตัวที่เราชอบบ่นกันแบบนี้ จริงๆแล้วเป็นการเรียกร้องสิทธิสตรีโดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้ามองไปที่ภาพใหญ่ระดับโลก จะเห็นว่าปัญหาสิทธิสตรีกำลังเป็นหัวข้อร้อนแรงเลย ไม่ว่าจะเป็นการที่ Jennifer Lawrence ออกมาเรียกร้องว่าเธอได้รับค่าจ้างน้อยกว่าดาราชายที่เล่นหนังเรื่องเดียวกับเธอมาก หรือความจริงที่ว่าในบรรดา CEO ทั้งหมดของบริษัท Fortune 500 ในอเมริกา มีเพียง 4.6% เท่านั้นที่เป็นผู้หญิง (ข้อมูล ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2558)

ในขณะที่เรากำลังเรียกร้องปาวๆกันอยู่นี้ หากมองให้ลึกยิ่งขึ้นก็จะเห็นว่า ผู้หญิงกับผู้ชายนั้นแตกต่างกันมาตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกแล้วล่ะ หญิงและชายไม่เคยมีอะไรที่เหมือนกันสักนิดดดดตั้งแต่อาดัมและอีฟถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ขนาด รูปร่าง สรีระ สมอง การทำงานของฮอร์โมน ความรู้สึกนึกคิด และจิตใจ ดูอย่างคำเรียกชายหญิงสิ Man เคยมีความหมายกลางว่า มนุษย์ โดยไม่ระบุเพศ ก่อนจะถูกบัญญัติให้แปลว่า “ผู้ชาย” ส่วน Woman นั้นมาจากคำว่า wife + man

ไม่ใช่แค่ศาสนาคริสต์นะคะ ที่มีความแตกต่างระหว่างหญิงและชายฝังรากลึก ศาสนาพุทธเราก็เป็นเหมือนกัน แม้ในทางธรรมจะกล่าวว่า จิตของมนุษย์นั้นไม่มีเพศ และมีศักยภาพที่เสมอภาคที่จะบรรลุธรรมได้ แต่จิตที่อยู่ในร่างกายผู้หญิงมีข้อจำกัดมากกว่า ผู้หญิงจึงไม่ได้รับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณีได้ในหลายๆ นิกาย เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ทุกวันนี้มีการเรียกร้องสิทธิสตรีกันอยู่ค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม จะเท่าเทียมหรือจะแตกต่าง ล้วนถูกมองผ่านเลนส์เฉพาะของเพศตัวเองทั้งนั้น สังคมเราเลยมีการเปรียบเทียบ ความชิงชัง และความวุ่นวาย เราเข้าใกล้คำว่า สิทธิสตรี กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ลืมความจริงที่สำคัญไปเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการยอมรับว่าระหว่างหญิงและชายมีเพียงคำว่า “เสมอภาค” แต่อาจไม่มีคำว่า “เท่าเทียม”

สำหรับหลายสังคม โดยเฉพาะสังคมไทยของเรา คำว่าสิทธิสตรีเป็นคำที่เราควรต้องตีความให้เข้าใจอย่างถ่องแท้อีกครั้งค่ะ

ตราบใดที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่ง ยังเรียกร้องให้ผู้ชายต้องดูแลเทคแคร์ เลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง เลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง ขับรถรับส่ง ซื้อกระเป๋าแหวนเพชรให้ อย่างที่เห็นเป็นค่านิยมทั่วไปทุกวันนี้ แม้จะเรียกร้องคำว่า “เสมอภาค” หรือ “เท่าเทียม” ก็ไม่อาจลบความเหลื่อมล้ำให้หมดไปได้ เราคงต้องเข้าใจซักนิดว่าหากเรายังอยากให้ผู้ชายเป็นเสาหลัก หาเงินจุนเจือครอบครัวอยู่ มันก็ยุติธรรมดีแล้วรึเปล่าที่เราต้องดูแลบ้านตามหน้าที่ของภรรยาที่ดี

ผู้หญิงเป็นเพศที่สวยงาม เป็นดอกไม้ที่แบ่งบานเพื่อสร้างคุณค่าและความอุดมสมบูรณ์ให้กับโลก ไม่ใช่เพียงแค่ดอกไม้ประดับที่รอคนมาเชยชม อย่าได้ปล่อยให้ความคิดเรื่องสิทธิของเพศที่ปราศจากความเข้าใจมาตีกรอบศักยภาพภายในตัวเราและบิดเบือนความสวยงามของความแตกต่างตามธรรมชาติระหว่างเพศหญิงและชาย โลกนี้คงไม่น่าอยู่จริงมั้ย ถ้าผู้หญิงและผู้ชายเหมือนกัน!

3 Flowers

credit: Janabouc

About The Author

Chumie

จบ ม.ปลายสายวิทย์ แต่เลือกเรียนอักษรฯ เอกไทย ทุกวันนี้จับพลัดจับผลูมาสอนภาษาอังกฤษซะงั้น ตั้งแต่เด็กเราชอบขลุกอยู่กับหนังสือ และเคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน แต่เส้นทางชีวิตพลิกผัน ทำให้หันมาทำอาชีพจับฉ่าย ทั้งสอนหนังสือ แปลงาน และเป็นแม่บ้านไปด้วย เราเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย คุยง่าย ยิ้มง่าย พอใจกับชีวิตเรียบง่าย เชื่อว่าตัวเองนิยมความสุข และเชื่อว่าความสุขคือความพอดีระหว่างสิ่งที่มีและสิ่งที่ต้องการ เลยเป็นคนต้องการน้อย จะได้เหลือความสุขไว้แบ่งปันได้มากอีกหน่อย fun fact : เราเป็นเจ้าโปรเจ็กต์ ไอเดียบรรเจิด แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นหรอก sad fact : เราไม่มีเป้าหมายชีวิตระยะยาว

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published.